คิดบวกไม่ใช่โลกสวย แต่คือคนที่มองทุกอย่าง แบบที่มันควรจะเป็นต่างหาก

คิดบวกไม่ใช่โลกสวย แต่คือคนที่มองทุกอย่าง แบบที่มันควรจะเป็นต่างหาก

เราทุกคนต้องการที่จะมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ ตัวคุณเองก็ต้องการมีสุขภาพจิตที่แข็งแรงสมบูรณ์เช่นเดียวกันใช่มั้ยคะ และการจะมีสุขภาพจิตที่แข็งแรงเค้าวัดกันที่ความรู้สึกทางจิตใจ นั่นคือ..

คุณมองโลกในแง่ดีแค่ไหน?

โลกที่ว่าก็คือทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตัวของคุณเอง และที่เกี่ยวข้องกับชีวิตในด้านต่างๆ ของคุณ คนที่ประสบความสำเร็จหลายคนพูดว่า ความคิดสามารถกำหนดชีวิตของคนได้ ที่สำคัญต้องรู้จักมองโลกในแง่ดี

หลายคนเข้าใจผิดว่าคนคิดบวกคือพวกโลกสวย แต่ในความจริงคนคิดบวกคือคนที่ยังมองทุกอย่างในแบบที่มันเป็น เพียงแต่เลือกโฟกัสเฉพาะด้านที่ดี ทำให้มีวิธีคิดและการดำเนินชีวิตที่ต่างจากคนแบบอื่น

ลองฝึกคิดในแง่ดี เพื่อรับมือกับทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาแล้วชีวิตคุณจะมีสุขเพิ่มขึ้น ต่อไปนี้จะเป็นวิธีการที่เราอยากนำมาบอกให้ทุกคนลองคิดตามกันดู เป็นวิธีการคิดในลักษณะเฉพาะที่สุด เพื่อที่คุณจะได้รู้สึกดีมากขึ้นกับตัวเอง รู้สึกดีกับทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และพร้อมรับมือกับมันได้ตลอดเวลา

อย่ากลัวว่าคนอื่นจะมองคุณเป็นพวกโลกสวย ไม่ต้องไปแคร์ค่ะ ถ้าโลกสวยแล้วทำให้ชีวิตเราดีขึ้นก็สวยไปเถอะ เราเองที่รู้อยู่แก่ใจดีว่า เราเป็นแค่เพียงคนที่มองอะไรในแบบที่มันเป็นจริงเท่านั้นต่างหาก

การควบคุมปฏิกิริยาตอบสนองของตัวเอง

การมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอกที่มาทำอะไรกับตัวเรา เรามักจะตอบสนองออกมาทันที โดยไม่มีการควบคุมเพราะจิตใต้สำนึกของเราคิดเอาไว้แล้วว่าเมื่อมีคนว่าเราก็จะต้องโกรธทันที ของแบบนี้ฝึกกันได้ค่ะ เพราะการมีปฏิกิริยาตอบสนองแบบพื้นฐานของคนที่มองโลกในแง่ดี กับผู้ที่มองโลกในแง่ร้าย

ข้อแตกต่างคือ ผู้ที่มองโลกในแง่ดีจะมองว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเพียงเรื่องชั่วคราว เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบมีระยะเวลาจำกัด ไม่มีผลกระทบอย่างแท้จริงต่ออนาคต นั่นก็คือคิดว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไปนั่นเอง

แต่ขณะที่คนที่มองโลกในแง่ร้ายจะมองว่าเป็นเรื่องที่เกิดต่อไปอย่างถาวร เห็นว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและชะตาชีวิตของตัวเอง ซึ่งแบบนั้นมันไม่เห็นมีประโยชน์อะไรสักนิดจริงมั้ยคะ

แยกเหตุการณ์แต่ละอย่างออกจากกัน

ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดระหว่างคนที่มองโลกในแง่ดี กับคนที่มองโลกในแง่ร้ายก็คือ ผู้ที่มองโลกในแง่ดีจะมองความยากลำบากต่างๆ เป็นเรื่องเฉพาะหนึ่งๆ ขณะที่คนที่มองโลกในแง่ร้ายจะมองว่ามันกระจายตัวออกไปครอบคลุมเรื่องอื่นๆ ทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด

หมายถึงเมื่อมีอะไรเลวร้ายเกิดขึ้นสักอย่างหนึ่ง สำหรับผู้มองโลกในแง่ดีแล้วเขาจะมองเหตุการณ์นั้นว่ามันเป็นเพียงเรื่องเดียวที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องอื่นๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในชีวิต

มองเหตุการณ์ที่ไม่เป็นดังหวังว่าเป็นเรื่องชั่วคราว

ในกรณีที่มีเหตุการณ์ที่คุณกำลังหวังอะไรสักอย่างเอาไว้มากๆ แล้วเกิดต้องมีอันล้มเหลว แล้วคุณคิดได้ว่านี่มันเป็นเพียงสิ่งหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ในชีวิตของเราทุกคน มันไม่ใช่โชคร้าย นั่นเป็นปฏิกิริยาตอบสนองแบบคนที่มองโลกในแง่ดี

ผู้ที่มองโลกในแง่ร้ายจะมองว่าความผิดหวังครั้งนั้นจะลุกลามไปถึงเรื่องอื่นๆ ตัวเขาจะต้องเป็นผู้ที่ประสบเคราะห์กรรม หรือนำเคราะห์มาสู่เหตุการณ์ที่ล้มเหลวครั้งนี้ แล้วจะขยายตัวไปสู่ด้านอื่นๆ ด้วย

อย่าคิดว่าความล้มเหลวเกิดขึ้นเพื่อแกล้งคุณอยู่คนเดียว

ความแตกต่างอีกอย่างระหว่างคนที่มองโลกในแง่ดี กับคนที่มองโลกในแง่ร้ายก็คือ ผู้ที่มองโลกในแง่ดีจะมองเหตุการณ์ต่างๆ ว่าเป็นเรื่องภายนอก ขณะที่ผู้ที่มองโลกในแง่ร้ายมองว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัว ซึ่งเกิดกับเขาหรือเธอโดยเฉพาะ

เมื่อมีสิ่งเลวร้ายเกิดขึ้น ผู้ที่มองโลกในแง่ดีจะมองเห็นความผิดหวังนั้นเป็นผลมาจากปัจจัยภายนอกซึ่งควบคุมได้ไม่มากนัก เช่น หากมีคนมาขับรถตัดหน้าคนที่มองโลกในแง่ดี แทนที่จะโกรธหรืออารมณ์เสีย เขามักจะทำให้เหตุการณ์ลดความสำคัญลงไปด้วยการพูดกับตัวเองว่า เอ้า ดี ไอ้หมอนั่นคงจะรีบไปเข้าห้องน้ำล่ะมั้ง

ในทางตรงกันข้ามผู้ที่มองโลกในแง่ร้ายมีแนวโน้มที่จะคิดว่าทุกอย่างต้องเป็นเรื่องส่วนตัว เมื่อถูกรถอีกคันตัดหน้าเขาจะคิดและมีปฏิกิริยาตอบสนองราวกับว่าคนผู้นั้นตั้งใจมาตัดหน้ารถแล้วทำให้เขาเสียอารมณ์นั่นเอง

มีความสงบนิ่งและมุ่งหวังไปที่วัตถุประสงค์ของทุกสิ่งมากกว่า

คุณลักษณะเด่นของบุคลิกภาพที่เป็นผู้ใหญ่เต็มตัว และเข้าถึงศักยภาพสูงสุดของตนเองแล้วก็คือ ความสามารถที่จะดำรงวัตถุประสงค์ และไม่เกิดอารมณ์เมื่อตกอยู่ในพายุหนักที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

คนที่มีจิตใจดีและสงบ ปลอดโปร่งชัดเจน และอยู่ใต้การควบคุมโดยสมบูรณ์ มีบุคลิกภาพของผู้ใหญ่ที่เติบโตเต็มที่แล้วจะมีลักษณะผ่อนคลาย รู้ตัว และสามารถแปลความหมายเหตุการณ์ต่างๆ อย่างเป็นจริงมากกว่า ใช้อารมณ์น้อยกว่าบุคลิกแบบเด็กๆ

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ คนที่เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว จะแสดงลักษณะความรู้สึกที่มีการควบคุมและมีอิทธิพลต่อสิ่งแวดล้อมของเขาได้มากมายหลายเท่า และน้อยมากที่จะโกรธ ไม่พอใจ หรือเสียสมาธิ

มองไปไกลๆ

คนที่มองโลกในแง่ดีจะมองสิ่งที่ไม่เป็นดังหวัง ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่กำลังเผชิญอยู่ว่าเป็นเรื่องชั่วคราว เกิดเฉพาะเรื่องหนึ่งๆ และเป็นเรื่องนอกตัวคุณ มองสถานการณ์ที่เป็นลบว่าเป็นเหตุการณ์เดี่ยวๆ ไม่เชื่อมต่อกับเหตุการณ์อื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้อีก

และมันมาจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้น้อย อย่าไปมองว่ามันจะคงทนถาวร ขยายตัวครอบคลุม เป็นสิ่งบ่งชี้ว่าชีวิตของคุณกำลังล่มสลาย หรือเคราะห์ร้าย ต่อไปจะทำอะไรไม่ได้อีก

ตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะคิดอย่างเป็นคนมองโลกในแง่ดี ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น คุณอาจไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ แต่คุณสามารถควบคุมปฏิกิริยาตอบสนองของคุณได้นี่นา

เรียนรู้การตัดสินใจที่ดีขึ้น

การเลือกหรือการตัดสินใจทุกครั้งที่คุณทำ มีรากฐานมาจากคุณค่าต่างๆ ที่คุณยึดถือ เมื่อใดก็ตามที่คุณต้องเลือกระหว่างทางเลือกต่างๆ มันหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่คุณจะให้ความสำคัญสูงสุด เนื่องจากคุณสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้ทีละสิ่ง ดังนั้นทุกสิ่งที่คุณทำจะเป็นการแสดงออกมาให้เห็นถึงสิ่งที่คุณพิจารณาว่ามีความสำคัญสูงสุดในเวลานั้น

ฉะนั้นการจัดเรียงคุณค่าของบุคคล ตามลำดับความสำคัญ จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการวางแผนยุทธศาสตร์ส่วนบุคคลของคุณเอง ต่อเมื่อคุณมีความชัดเจนแล้วว่าคุณให้คุณค่าในเรื่องใดบ้างตามลำดับนั่นแหละ คุณจะสามารถวางแผนและจัดโครงสร้างกิจกรรมอื่นๆ ของชีวิตคุณได้

ทั้งหมดนี้เป็นแค่กระบวนการปรับความคิดของเราให้ลองเป็นคนมองโลกในแง่ดีดูเท่านั้นแหละค่ะ ใครลองคิดตามได้ชีวิตก็จะมีความสุขขึ้น

เอาจริงๆ สิ่งที่ยากที่สุดในกระบวนการคิดบวกหรือการมองโลกในแง่ดีของคนเราก็คือความคิดหรือสมองของเราเองที่มักจะโฟกัสไปยังปัญหาที่เจอ มากกว่ามองที่ภาพรวม จึงทำให้เรื่องเล็กๆ ที่เจอกลายเป็นเรื่องใหญ่ และไปรบกวนประสิทธิภาพในการตัดสินใจด้านอื่นๆ อีกด้วย

ดังนั้น วิธีง่ายๆ ที่ใครๆ ก็ทำได้ คือ ลองเปิดใจฝึกดู..

แล้วคุณจะรู้ว่าควรเลือกให้ค่ากับความคิดที่สร้างประโยชน์ให้กับตนเอง อย่าไปให้ค่ากับความคิดด้านลบ “คุณภาพชีวิต มาจากคุณภาพความคิดของเราเอง” คุณผู้อ่านคิดว่าจริงมั้ยคะ?

ที่มา goodlifeupdate.com