หัดพูดจารักษาน้ำใจบ้าง ฝึกไว้เถอะ เพื่อตัวคุณเอง

หัดพูดจารักษาน้ำใจบ้าง ฝึกไว้เถอะ เพื่อตัวคุณเอง

บทความนี้ถูกเขียนขึ้นจากความรู้สึกที่อยากจะเตือนตัวเอง จากความรู้สึกผิด ในวันที่เราเคยใช้คำพูดทำร้ายจิตใจคนรอบตัวเรา ให้เขารู้สึกแย่ โดยที่เราไม่รู้ตัวเลยว่า เราจะเสียเพื่อนสนิท เสียลูกน้องที่ทำงานไป

คุณรู้สึกอย่างไรคะ เมื่อถูกตำหนิแรง ๆ ถูกบ่น ถูกว่า โดนด่า จิกหัวใช้ หรือโดนดูถูก เก็บความรู้สึกที่เคยได้รับเหล่านี้ ใส่กล่องความรู้สึกของคุณเอาไว้ค่ะ ว่าคุณรู้สึกแย่กับมันขนาดไหน

แล้วลองเอามาคิดกลับกันดูว่า ถ้าบังเอิญคุณสบถคำ หรือกิริยาเหล่านี้ออกไปกับคนอื่นโดยไม่รู้ตัวละก็ คนที่ได้รับเค้าจะเกลียดคุณมากขนาดไหน?

คุณคิดว่า พูดรักษาน้ำใจ กับพูดตรง ๆ คุณชอบแบบไหนมากกว่ากัน?

คุณอาจจะบอกว่าชอบ พูดตรง ๆ นะ เพราะมันชัดเจนดี เข้าใจง่าย ไม่อ้อมค้อม ไม่เวิ่นเว้อ ไม่น่ารำคาญ มีอะไรคุยมาเลยแมน ๆ คุยกัน

แต่บางทีการพูดที่มันตรงมากเกินไป มันก็กลายเป็นพูดขวานผ่าซาก เปรี้ยง แสกลงมาที่กลางหน้าเรา เราอาจรู้สึกเฟลรู้สึกแย่ไปเลยก็ได้

เมื่อการพูดมันตรงไปซะทุกเรื่อง ก็ทำให้คนฟังเกิดอารมณ์หงุดหงิด บันดาลโทสะ ฉุนเฉียว ไม่พอใจ ความเห็นไม่ตรงกัน ถึงกับทะเลาะกัน ตีกันได้ใช่มั้ยล่ะคะ

พูดยังไงให้คนรักเรา พูดยังไงให้คนเค้าอยากร่วมงานกับเรา พูดแล้วให้รู้สึกน่าฟังอยากฟังต่อ พูดแล้วให้เค้าสนใจตั้งใจฟัง

พูดแบบไม่ไปกดใครให้ต่ำลง พูดแล้วเค้ารู้สึกได้ว่าเราจริงใจ ทุกอย่างมันมีศิลปะในตัวของมันเองค่ะ

1. เริ่มประโยค ด้วยความเป็นกันเอง

อาจจะเป็นการไต่ถามสารทุกข์สุกดิบ ด้วยความห่วงใยและใส่ใจในคำตอบของเขา อย่าลืมใช้คำให้สุภาพ เหมาะสม และนุ่มนวลด้วยนะคะ

“เป็นยังไงบ้างหยุดยาวที่ผ่านมา ไปเที่ยวไหนมาบ้างคะ” การใช้ความเป็นกันเองจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกผ่อนคลาย และเป็นมิตรด้วยนะคะ

อีกเรื่องคือ อวัจนะภาษาค่ะ ลักษณะท่าทาง การพูดที่ถูกถ่ายทอดออกมาระหว่างดวงตาเรา หรือการสัมผัสบางอย่าง เช่น

การแตะไหล่เพื่อให้กำลังใจ การจับมือเพื่อปลอบประโลม ปรบมือให้เพื่อให้กำลังใจ ก็เป็นสิ่งที่จะทำให้คุณและเค้า เข้าถึงกันได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

2. ฝึกพูดคำว่าไม่ แล้วชีวิตคุณจะใช่

เพราะคำว่าไม่ มันพูดให้ดูดียาก พูดให้ความหมายเป็นบวกได้ยากมาก คำบางคำ เป็นคำที่มักนำมาใช้ทำร้ายจิตใจคนอื่น

แสดงถึงความไม่พอใจในตัวเขา หรืองานของเขา หลายคนใช้คำนี้จนติดเป็นนิสัย ซึ่งไม่เป็นผลดีกับตัวคุณเองเลยล่ะค่ะ

อยากให้ลองเปลี่ยนวิธีใช้มันดูนะคะ เช่น ลองทำแบบนี้ดูดีไหม, แบบนี้ก็ดีนะ, ถ้าเพิ่มส่วนนี้อีกหน่อยคุณคิดว่าจะเป็นยังไงคะ

แปลว่า เราไม่ได้ปฏิเสธความคิดของอีกฝ่ายแต่ลองแนะนำเพิ่มเติมเสมือนการชี้แนะเขา

3. มองให้ได้ 3 มุม

การพูดเป็นดั่งดาบ 2 คม ไม่ทิ่มแทงเค้า ก็ย้อนกลับมาแทงที่ตัวเราเอง สติอย่างเดียวอาจไม่พอ คุณต้องฝึกกระบวนการการคิดอย่างมีสติ และวิเคราะห์ไปพร้อม ๆ กันด้วยค่ะ

ดูว่าธรรมชาติของเค้าเป็นคนอย่างไร เรื่องไหนควรพูด เรื่องไหนไม่ควรพูด แต่ที่สำคัญไปมากกว่านั้น ทุกครั้งถ้าจะมีการตำหนิ ตักเตือน แก้ไขข้อผิดพลาดของงาน ให้ลองมองให้ได้ 3 มุม

มุมของเรา เรามองว่าอย่างไร ในตำแหน่ง หน้าที่เรา เราควรมองแบบไหน แก้ปัญหาอย่างไร

มุมของเค้า ถ้าเราเป็นเค้าเราจะทำอย่างไร ถ้าเราตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน โดนแบบนี้เหมือนกันเราจะรู้สึกอย่างไร แล้วเราจะแก้ปัญหานั้นแบบไหน

มุมของบุคคลที่สาม หรือคนอื่น ๆ ที่มองดูสองคนนี้อยู่ เค้าทำอะไรกัน ปัญหาคืออะไร เล็ก ใหญ่แค่ไหน ขนาดที่จะต้องทะเลาะกันเลยอย่างนั้นหรือ

ทะเลาะด้วยเรื่องนี้เหตุผลมาจากอะไร เป็นต้น ถ้าคุณมองให้ได้ครบทุกมุม คุณจะมองเห็นทุกด้านของความคิด เข้าใจเค้า เข้าใจเรา เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดมากขึ้น

4. อย่าติใคร ต่อหน้าคนอื่น

ไม่มีใครชอบการถูกตำหนิค่ะ เราก็เช่นกันใช่ไหมล่ะคะ ยิ่งโดนด่าต่อหน้าคนอื่นด้วยแล้วล่ะก็ มันช่างเจ็บแค้นแสนสาหัสเสียเหลือเกินจริง ๆ

การด่าใครต่อหน้าคนอื่นมันเป็นการตั้งใจฉีกหน้าเค้าให้พังยับ ชนิดที่เรียกว่าคนที่โดนด่านั้นจะจำฝังใจไปจนวันต ายเลยทีเดียว

และความสัมพันธ์ระหว่างคุณและเค้าจะเสียไปในทันที สุดท้ายแล้วไม่มีฝ่ายไหนชนะ ไม่มีใครได้ประโยชน์จากการทำแบบนี้ค่ะ

เพราะฉะนั้นแล้วถ้าไม่ใช่เรื่องที่มีผล กระทบต่อส่วนรวมแนะนำว่าไม่ควรทำอย่างยิ่งค่ะ

5. มีศิลปะการชม

ชมเมื่อเค้าทำดี ทำงานได้ดี ช่วยเหลือผู้อื่น มีผลงานที่ดี ทำตัวดี คุณก็ควรชมเค้าด้วยใจที่ปรารถนาดี

คำพูด คำจา น้ำเสียงที่ดี หน้าตาปลื้มปิติ พลอยยินดีไปกับเค้าด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้มีผลต่อความรู้สึกมากนะคะ

คนที่ถูกชมเค้าจะเหมือนได้รับของขวัญพิเศษจากคุณ ทำให้มีแรงผลักดัน มีพลังที่จะทำสิ่งนั้นให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป

การมีศิลปะการชมที่ดีนั้น ไม่จำเป็นจะต้องชมที่ผลงานของเค้าเท่านั้นค่ะ อยากให้ลองชมความน่ารักของเค้า ความมีน้ำใจ ความเอาใจใส่ที่เค้ามีต่อคุณ

ชมเครื่องแต่งกาย ชมพาหนะ ชมกระเป๋าถือเค้า หรือสิ่งรอบ ๆ ตัวเค้า เพียงเท่านี้ ก็เป็นการสร้างความสุขให้เค้าได้แล้ว

และเค้าจะเกิดภาคภูมิใจเกิดความเชื่อมั่นในตัวเอง แล้วเขาจะรักเรา แม้เคยเป็นศัตรูกัน โกรธไม่มองหน้ากัน ก็จะหายโกรธเราค่ะ ลองดูนะคะ

6. อย่ารักษาน้ำใจด้วยการพูดอะไรที่มันไม่จริง

บางคนเข้าใจผิดว่าการพูดรักษาน้ำใจ เป็นการพูดในสิ่งที่มันไม่จริงเพื่อให้เค้ารู้สึกดี

และบางทีคนเรา ก็ชอบที่จะรักษาภาพพจน์ที่ไม่จริงของตัวเอง มากกว่ารักษาน้ำใจ จึงเลือกพูดไปในสิ่งที่มันไม่จริงเพราะกลัวว่า ถ้าเราพูดความจริงไปเราจะดูไม่ดี

และบางทีก็รักษาน้ำใจ ด้วยการไม่บอก ซึ่งทั้งการพูดอะไรที่มันไม่จริง และทั้งการไม่บอก มันไม่ใช่สิ่งที่ควรทำค่ะ

เพราะนอกจากจะเป็นเหมือนการสนับสนุนการกระทำของเค้าแล้ว ทำให้เขาไม่รู้ตัว แถมยังหลงระเริง ว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นถูกต้องดีแล้ว

คิดทุกคำก่อนที่จะพูด แต่ไม่จำเป็นต้องพูดทุกคำที่เราคิด ไม่พอค่ะ ต้องเลือกใช้คำที่จะพูดให้เหมาะสมด้วย

7. เจอคำถามที่ต้อง ฟันธง หรือ ตัดสินใจบางอย่างแล้วเราไม่แน่ใจ ตอบยังไงให้ดูดี

ถ้าต้องมีการตอบคำถามที่เป็นคำถามปลายปิด ใช่ หรือ ไม่ใช่ ควรหรือไม่ควร ดีหรือไม่ดี คุณคิดอย่างไร ต้องทำอย่างไร

เจอคำถามพวกนี้แล้วเราไม่รู้หรือไม่แน่ใจในคำตอบ ปัญหาคือถ้าเราไม่ตอบ เราก็ดูแย่ ถ้าเราตอบแล้วตอบผิด ก็ดูแย่ไม่แพ้กัน

เพราะฉะนั้นทางเลือกของเรา ให้เราแถได้ แบบแถแล้วดูดี หลักมันอยู่ตรงนี้ค่ะ

คำตอบของคุณจะต้องไม่ไปพาดพิงใคร

ไม่เป็นการตำหนิใคร ใช้เหตุผลมารองรับ จะให้น้ำหนักกับคำตอบมากขึ้น ตอบช้า ๆ ได้ค่ะ ไม่เป็นไร ค่อย ๆ ใช้ความคิด ตอบอย่างมีสติ

ระบุถึงเหตุผลที่มาที่ไปให้ชัดเจน คุณสามารถอธิบายได้นะคะในบางเรื่อง ว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเราโดยตรง

“ด้วยลักษณะงานแล้ว ดิฉันอยากช่วยมาก ๆ เลยค่ะ เลยอยากแนะนำให้ลองปรึกษาคนที่เชี่ยวชาญ จะได้คำตอบที่ชัวร์กว่านะคะ” นี่คือการปฏิเสธแบบรักษาน้ำใจ

ถามกลับไป

ทวนคำถามเพื่อพิจารณามุมมองของเขา แล้วคุณคิดยังไงบ้างคะ แต่กรณีนี้เราต้องมีการเพิ่มเติมความคิดเห็นของเราลงไปบ้างนะ เค้าจะได้รู้สึกได้ว่าเรากำลังพยายามช่วยหาคำตอบอยู่

หาคำตอบมาให้ภายหลัง

คุณสามารถตอบในลักษณะที่ว่า ดิฉันทราบแต่เพียงว่า… ส่วนที่เพิ่มเติมจะรีบไปค้นหาคำตอบมาให้นะคะ

ที่มา kid-si.com